จัดทำโดย : นางสาวบุศรินทร์ เทวาดิเทพ
เลขทะเบียน : 4902100037
เรื่อง : มาบตาพุดฉุดหุ้นไทย
ตัวเลขเงินทุนไหลเข้ายังคงเป็นลบต่อตลาดหุ้นไทย จากรายงานสัปดาห์ล่าสุด 3-9 ธ.ค. พบว่านักลงทุนต่างชาติเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก (GEM) และ International เป็นหลัก
แต่ตลาดหุ้นไทยยังคงถูกขายสุทธิต่อเนื่องจากการขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ มากระตุ้นความเชื่อมั่น และมีความเสี่ยงจากกรณีมาบตาพุดและการเมือง
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลก MSCI All World Index ลดลง 2.1% จากสัปดาห์ก่อนหน้า และตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น (MSCI APxJ) ลดลง 1.6% (เพิ่มขึ้น 0.3% จากสัปดาห์ก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 0.1% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ตามลำดับ)
นักลงทุนสถาบันที่ลงทุนในทุกภูมิภาค (Mutual Funds) ยังคงซื้อสุทธิต่อเนื่องจำนวน 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (จากสัปดาห์ก่อนซื้อสุทธิ 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐ) นำโดย International 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ Asia Ex-Japan ซื้อสุทธิ 851 ล้านเหรียญสหรัฐ GEM ซื้อสุทธิ 849 ล้านเหรียญสหรัฐ ละตินอเมริกาซื้อสุทธิ 411 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดเกิดใหม่เอเชียซื้อสุทธิ 210 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนตลาดหุ้นไทยกลับมาขายสุทธิอีกครั้ง (รวมขายสุทธิ 5 สัปดาห์ในรอบ 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา) จำนวน 105 ล้านเหรียญสหรัฐ (จากสัปดาห์ก่อนซื้อสุทธิ 82 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยนักลงทุนประเภท Mutual Funds กลับมาซื้อสุทธิครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์จำนวนเล็กน้อย 3 ล้านเหรียญสหรัฐ (จากสัปดาห์ก่อนขายสุทธิ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ) และนักลงทุนประเภท Foreign Investors กลับมาขายสุทธิ (ขายสุทธิ 3 สัปดาห์ในรอบ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา) จำนวนขายสุทธิ 108 เหรียญสหรัฐ (จากสัปดาห์ก่อนซื้อสุทธิ 83 ล้านเหรียญสหรัฐ)
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ โบรกเกอร์ญี่ปุ่น รายงานประจำสัปดาห์ Asia Conviction List และคงคำแนะนำ เลือกลงทุนเป็นรายหลักทรัพย์เน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังคงถูกในเชิงของปัจจัยพื้นฐาน (Cheap Valuation) เช่น กลุ่มสื่อสาร ยังคงถูกอยู่มากเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ
สำหรับประเด็นเศรษฐกิจแบบบนลงล่าง (Top-Down) พบว่าการคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับต่ำต่อไปของสหรัฐส่งผลให้ธนาคารกลางในเอเชียดำเนินนโยบายการเงินที่ยากลำบาก แต่ยังคงเชื่อว่าธนาคารกลางเอเชียจะไม่เร่งรีบดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดในเร็วๆ นี้ภายใต้การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังคงต้องอาศัยพึ่งพิงการใช้จ่ายภาครัฐและการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อน
โนมูระ คาดว่าประเด็นการลงทุน (Investment Theme) จากนี้ไปจะย้ายไปยังธีมสินทรัพย์ (Asset Themes) มากกว่าเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Economy Themes) ที่จะได้รับผลกระทบจากการลดลงของอัตราผลตอบแทน (Margin) เนื่องจากภาระต้นทุนที่สูงขึ้น (Higher Input Costs) ภายใต้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงกำลังจะเปลี่ยนจากมุมมองเป็นบวก เป็นดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ และคาดว่าความผันผวนปี 2553 จะเพิ่มสูงขึ้นจากการ Rebalance of Global Economy ส่วนสัปดาห์นี้คาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่เป็นบวกจะมาจากรายงานอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาส 3 ปี 2552 ของออสเตรเลีย ที่คาดว่าจะเติบโต 0.9% จากไตรมาส 2 และธนาคารกลางฟิลิปปินส์คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม
ทั้งมาบตาพุดและการเมืองเป็นปัจจัยที่ยากต่อการควบคุม แม้ปัจจัยพื้นฐานดีก็คงเอาไม่อยู่...
คำถาม :
1. บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ โบรกเกอร์ญี่ปุ่น รายงานประจำสัปดาห์ Asia Conviction List และคงคำ
แนะนำ เลือกลงทุนเป็นรายหลักทรัพย์เน้นกลุ่มใด
2.ธนาคารกลางเอเชียยังคงไม่เร่งรีบดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดในเร็วๆ นี้ภายใต้การเติบโตทาง
เศรษฐกิจที่ยังคงต้องอาศัยพึ่งพิงปัจจัยใด
3.โนมูระ คาดว่าประเด็นการลงทุน (Investment Theme) จากนี้ไปจะย้ายไปยังธีมสินทรัพย์ (Asset
Themes) มากกว่าเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Economy Themes) ที่จะได้รับผลกระทบจากการลดลงของ
อัตราผลตอบแทน (Margin) เนื่องจากเหตุใด
ที่มา : http://money.impaqmsn.com/content.aspx?id=19578&ch=227
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ราคาทองฉุดไม่อยู่ เศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น
จัดทำโดย : นางสาวบุศรินทร์ เทวาดิเทพ
เลขทะเบียน : 4902100037
เรื่อง : ราคาทองฉุดไม่อยู่ เศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น
“จิตติ” นายกสมาคมค้าทองคำ ระบุทองปรับตัววันเดียว 4 ครั้ง 200 บาท เหตุเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัวทำให้ความต้องการทองคำสูงขึ้น แนะนักลงทุนติดตามข้อมูลข่าวสารใกล้ชิด ด้านต่างประเทศระบุเหตุทองโลกพุ่งจากอัตราว่างงานต.ค.สหรัฐฯสูงเกิน 10%เมื่อวันที่ 9 พ.ย. นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาทองคำว่า ขณะนี้ราคาทองคำในตลาดโลกได้ปรับขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง โดยราคาอยู่ที่ 1,105 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ทำให้สมาคมค้าทองคำต้องปรับราคาขายทองคำเฉพาะวันนี้ไปแล้วครั้ง 4 รวม 200 บาท โดยราคาปิดตลาด ทองคำแท่งราคาขายออกอยู่ที่บาทละ 17,500 บาท รับซื้อที่ 17,400 บาท ส่วนราคาทองคำรูปพรรณ ขายออกบาทละ 17,900 บาท และรับซื้อที่ 17,145.96 บาท นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า สำหรับราคาทองคำในตลาดโลก ที่แตะ 1,105 ดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าไม่เกินกว่าที่คาดไว้ เพราะก่อนหน้านี้ ได้ประเมินว่า ราคาทองคำจะแตะ 1,120 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่อาจจะเห็นตัวเลขดังกล่าวได้ภายในเดือนนี้ ซึ่งถือว่าปรับตัวขึ้นค่อนข้างเร็ว สาเหตุสำคัญเพราะเศรษฐกิจโลกที่ไม่ฟื้นตัว ทำให้มีความต้องการทองคำในระดับสูง “วันนี้ไม่มีคนมาขายทอง คาดว่าเป็นเพราะก่อนหน้านี้ได้นำมาขายจนเกือบหมดแล้ว และอาจจะมีอีกส่วนหนึ่งที่คาดว่าราคาทองคำยังสูงขึ้นได้อีก แต่ถึงยังไงก็ขอย้ำให้ผู้ที่สนใจต้องระวังและติดตามข้อมูลข่าวสารให้มากขึ้น เพราะยิ่งราคาแพงเท่าไร ความเสี่ยงก็มีมากขึ้นเช่นกัน” นายจิตติ กล่าว ด้านสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กพุ่งขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อเก็งกำไรเพราะเชื่อว่าอัตราว่างงานเดือนต.ค.ของ สหรัฐที่พุ่งขึ้นเหนือระดับ 10% จะกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีก ซึ่งอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจะกดดันสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯให้อ่อนแอลง แต่จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดทองคำ
คำถาม :
1. สาเหตุสำคัญที่ทำให้ ราคาทองปรับสูงขึ้นเพราะเหตุใด
2. อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจะกดดันสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯให้อ่อนแอลง จะส่งผลต่อตลาดทองคำอย่างไร
3.ต่างประเทศให้สาเหตุที่ทำให้ราคาทองคำโลกสูงขึ้นเพราะเหตุใด
แหล่งที่มา : www.thairath.co.th/content/eco/45641
เลขทะเบียน : 4902100037
เรื่อง : ราคาทองฉุดไม่อยู่ เศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น
“จิตติ” นายกสมาคมค้าทองคำ ระบุทองปรับตัววันเดียว 4 ครั้ง 200 บาท เหตุเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัวทำให้ความต้องการทองคำสูงขึ้น แนะนักลงทุนติดตามข้อมูลข่าวสารใกล้ชิด ด้านต่างประเทศระบุเหตุทองโลกพุ่งจากอัตราว่างงานต.ค.สหรัฐฯสูงเกิน 10%เมื่อวันที่ 9 พ.ย. นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาทองคำว่า ขณะนี้ราคาทองคำในตลาดโลกได้ปรับขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง โดยราคาอยู่ที่ 1,105 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ทำให้สมาคมค้าทองคำต้องปรับราคาขายทองคำเฉพาะวันนี้ไปแล้วครั้ง 4 รวม 200 บาท โดยราคาปิดตลาด ทองคำแท่งราคาขายออกอยู่ที่บาทละ 17,500 บาท รับซื้อที่ 17,400 บาท ส่วนราคาทองคำรูปพรรณ ขายออกบาทละ 17,900 บาท และรับซื้อที่ 17,145.96 บาท นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า สำหรับราคาทองคำในตลาดโลก ที่แตะ 1,105 ดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าไม่เกินกว่าที่คาดไว้ เพราะก่อนหน้านี้ ได้ประเมินว่า ราคาทองคำจะแตะ 1,120 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่อาจจะเห็นตัวเลขดังกล่าวได้ภายในเดือนนี้ ซึ่งถือว่าปรับตัวขึ้นค่อนข้างเร็ว สาเหตุสำคัญเพราะเศรษฐกิจโลกที่ไม่ฟื้นตัว ทำให้มีความต้องการทองคำในระดับสูง “วันนี้ไม่มีคนมาขายทอง คาดว่าเป็นเพราะก่อนหน้านี้ได้นำมาขายจนเกือบหมดแล้ว และอาจจะมีอีกส่วนหนึ่งที่คาดว่าราคาทองคำยังสูงขึ้นได้อีก แต่ถึงยังไงก็ขอย้ำให้ผู้ที่สนใจต้องระวังและติดตามข้อมูลข่าวสารให้มากขึ้น เพราะยิ่งราคาแพงเท่าไร ความเสี่ยงก็มีมากขึ้นเช่นกัน” นายจิตติ กล่าว ด้านสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กพุ่งขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อเก็งกำไรเพราะเชื่อว่าอัตราว่างงานเดือนต.ค.ของ สหรัฐที่พุ่งขึ้นเหนือระดับ 10% จะกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีก ซึ่งอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจะกดดันสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯให้อ่อนแอลง แต่จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดทองคำ
คำถาม :
1. สาเหตุสำคัญที่ทำให้ ราคาทองปรับสูงขึ้นเพราะเหตุใด
2. อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจะกดดันสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯให้อ่อนแอลง จะส่งผลต่อตลาดทองคำอย่างไร
3.ต่างประเทศให้สาเหตุที่ทำให้ราคาทองคำโลกสูงขึ้นเพราะเหตุใด
แหล่งที่มา : www.thairath.co.th/content/eco/45641
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/52 และแนวโน้มปี 2552 – 2553
จัดทำบทความโดย นางสาว จิรัญญา เกษรสุคนธ์
เลขทะเบียน 4902100028
เรื่อง ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/52 และแนวโน้มปี 2552 – 2553
เศรษฐกิจไทยไตรมาสสามปี 2552 ปรับตัวดีขึ้นจาก 2 ไตรมาสที่ผ่านมา โดยหดตัวร้อยละ 2.8 จากที่หดตัวร้อยละ 7.1 และ 4.9 ในไตรมาสแรกและสองตามลำดับ เป็นการหดตัวน้อยที่สุดในรอบปี เมื่อรวม 9 เดือนแรกของปีหดตัวร้อยละ 5.0 โดยการใช้จ่ายครัวเรือน การลงทุนเอกชน และการส่งออกปรับตัวดีขึ้น เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ได้รับการกระตุ้นจากมาตรการทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในประเทศ ประกอบกับปัญหาการเมืองภายในประเทศเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายลง ทำให้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยปรับตัวดีขึ้น
หากปรับปัจจัยฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวจากไตรมาสที่สองร้อยละ 1.3แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีการปรับตัวที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออก อัตราการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้น และอัตราการว่างงานลดลง
เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 คาดว่ามีแนวโน้มขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบปี โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลด้านบวกต่อการส่งออก การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายของครัวเรือน ตามการเพิ่มขึ้นของรายได้และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น มาตรการเร่งรัดการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี
ทั้งปี 2552 คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวร้อยละ 3.0 และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ -0.9 มูลค่าการส่งออกในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. คาดว่าจะลดลงร้อยละ 13.7 อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 1.7 และมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณร้อยละ 8.8 ของ GDP
การประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2553 คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 3.0 – 4.0 เป็นการขยายตัวภายใต้เงื่อนไขการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการรักษาความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจและการดูแลแก้ไขปัญหาการลงทุนภาคเอกชน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปร้อยละ 2.5 – 3.5 อัตราการว่างงานร้อยละ 1.4 และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดร้อยละ 5.3 ของ GDP โดยราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ในช่วง 75 – 85 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรล
การบริหารเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2553 ควรให้ความสำคัญดังนี้
(1) ขับเคลื่อนและผลักดันการลงทุนของภาคเอกชนให้สามารถเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความชัดเจนของกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเปิดกจการใหม่หรือขยายกิจการเดิม เพื่อช่วยให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มมาจากภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในระยะที่ 1 และแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
(2) ส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้ประโยชน์จากการลดภาษีสินค้าในตลาดอาเซียน จากการเปิดเสรีทางการค้าของอาเซียนที่จะเริ่มในเดือนมกราคม 2553 มากขึ้น รวมทั้งเร่งรัดการพัฒนาความเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์กับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสร้างโอกาสขยายกำลังการผลิตและขยายตลาดให้เชื่อมโยงได้ระหว่างอาเซียนเดิมและอาเซียนใหม่
(3) ประสานนโยบายการเงินและการคลังในการสร้างความมั่นใจให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง
ที่มา : http://www.moneychannel.co.th/MoneyChannel/สรปภาวะเศรษฐกจเดอน/tabid/59/newsid541/103080/Default.aspx
คำถาม.
1. เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวจากไตรมาสที่สองร้อยละเท่าไหร่
2. เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 คาดว่ามีแนวโน้มอย่างไร
3. การบริหารเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2553 ควรให้ความสำคัญเรื่องใดบ้าง
เลขทะเบียน 4902100028
เรื่อง ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/52 และแนวโน้มปี 2552 – 2553
เศรษฐกิจไทยไตรมาสสามปี 2552 ปรับตัวดีขึ้นจาก 2 ไตรมาสที่ผ่านมา โดยหดตัวร้อยละ 2.8 จากที่หดตัวร้อยละ 7.1 และ 4.9 ในไตรมาสแรกและสองตามลำดับ เป็นการหดตัวน้อยที่สุดในรอบปี เมื่อรวม 9 เดือนแรกของปีหดตัวร้อยละ 5.0 โดยการใช้จ่ายครัวเรือน การลงทุนเอกชน และการส่งออกปรับตัวดีขึ้น เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ได้รับการกระตุ้นจากมาตรการทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในประเทศ ประกอบกับปัญหาการเมืองภายในประเทศเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายลง ทำให้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยปรับตัวดีขึ้น
หากปรับปัจจัยฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวจากไตรมาสที่สองร้อยละ 1.3แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีการปรับตัวที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออก อัตราการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้น และอัตราการว่างงานลดลง
เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 คาดว่ามีแนวโน้มขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบปี โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลด้านบวกต่อการส่งออก การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายของครัวเรือน ตามการเพิ่มขึ้นของรายได้และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น มาตรการเร่งรัดการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี
ทั้งปี 2552 คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวร้อยละ 3.0 และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ -0.9 มูลค่าการส่งออกในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. คาดว่าจะลดลงร้อยละ 13.7 อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 1.7 และมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณร้อยละ 8.8 ของ GDP
การประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2553 คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 3.0 – 4.0 เป็นการขยายตัวภายใต้เงื่อนไขการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการรักษาความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจและการดูแลแก้ไขปัญหาการลงทุนภาคเอกชน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปร้อยละ 2.5 – 3.5 อัตราการว่างงานร้อยละ 1.4 และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดร้อยละ 5.3 ของ GDP โดยราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ในช่วง 75 – 85 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรล
การบริหารเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2553 ควรให้ความสำคัญดังนี้
(1) ขับเคลื่อนและผลักดันการลงทุนของภาคเอกชนให้สามารถเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความชัดเจนของกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเปิดกจการใหม่หรือขยายกิจการเดิม เพื่อช่วยให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มมาจากภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในระยะที่ 1 และแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
(2) ส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้ประโยชน์จากการลดภาษีสินค้าในตลาดอาเซียน จากการเปิดเสรีทางการค้าของอาเซียนที่จะเริ่มในเดือนมกราคม 2553 มากขึ้น รวมทั้งเร่งรัดการพัฒนาความเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์กับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสร้างโอกาสขยายกำลังการผลิตและขยายตลาดให้เชื่อมโยงได้ระหว่างอาเซียนเดิมและอาเซียนใหม่
(3) ประสานนโยบายการเงินและการคลังในการสร้างความมั่นใจให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง
ที่มา : http://www.moneychannel.co.th/MoneyChannel/สรปภาวะเศรษฐกจเดอน/tabid/59/newsid541/103080/Default.aspx
คำถาม.
1. เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวจากไตรมาสที่สองร้อยละเท่าไหร่
2. เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 คาดว่ามีแนวโน้มอย่างไร
3. การบริหารเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2553 ควรให้ความสำคัญเรื่องใดบ้าง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)