วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

มาบตาพุดฉุดหุ้นไทย

จัดทำโดย : นางสาวบุศรินทร์ เทวาดิเทพ
เลขทะเบียน : 4902100037
เรื่อง : มาบตาพุดฉุดหุ้นไทย


ตัวเลขเงินทุนไหลเข้ายังคงเป็นลบต่อตลาดหุ้นไทย จากรายงานสัปดาห์ล่าสุด 3-9 ธ.ค. พบว่านักลงทุนต่างชาติเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก (GEM) และ International เป็นหลัก
แต่ตลาดหุ้นไทยยังคงถูกขายสุทธิต่อเนื่องจากการขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ มากระตุ้นความเชื่อมั่น และมีความเสี่ยงจากกรณีมาบตาพุดและการเมือง
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลก MSCI All World Index ลดลง 2.1% จากสัปดาห์ก่อนหน้า และตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น (MSCI APxJ) ลดลง 1.6% (เพิ่มขึ้น 0.3% จากสัปดาห์ก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 0.1% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ตามลำดับ)
นักลงทุนสถาบันที่ลงทุนในทุกภูมิภาค (Mutual Funds) ยังคงซื้อสุทธิต่อเนื่องจำนวน 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (จากสัปดาห์ก่อนซื้อสุทธิ 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐ) นำโดย International 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ Asia Ex-Japan ซื้อสุทธิ 851 ล้านเหรียญสหรัฐ GEM ซื้อสุทธิ 849 ล้านเหรียญสหรัฐ ละตินอเมริกาซื้อสุทธิ 411 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดเกิดใหม่เอเชียซื้อสุทธิ 210 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนตลาดหุ้นไทยกลับมาขายสุทธิอีกครั้ง (รวมขายสุทธิ 5 สัปดาห์ในรอบ 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา) จำนวน 105 ล้านเหรียญสหรัฐ (จากสัปดาห์ก่อนซื้อสุทธิ 82 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยนักลงทุนประเภท Mutual Funds กลับมาซื้อสุทธิครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์จำนวนเล็กน้อย 3 ล้านเหรียญสหรัฐ (จากสัปดาห์ก่อนขายสุทธิ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ) และนักลงทุนประเภท Foreign Investors กลับมาขายสุทธิ (ขายสุทธิ 3 สัปดาห์ในรอบ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา) จำนวนขายสุทธิ 108 เหรียญสหรัฐ (จากสัปดาห์ก่อนซื้อสุทธิ 83 ล้านเหรียญสหรัฐ)
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ โบรกเกอร์ญี่ปุ่น รายงานประจำสัปดาห์ Asia Conviction List และคงคำแนะนำ เลือกลงทุนเป็นรายหลักทรัพย์เน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังคงถูกในเชิงของปัจจัยพื้นฐาน (Cheap Valuation) เช่น กลุ่มสื่อสาร ยังคงถูกอยู่มากเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ
สำหรับประเด็นเศรษฐกิจแบบบนลงล่าง (Top-Down) พบว่าการคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับต่ำต่อไปของสหรัฐส่งผลให้ธนาคารกลางในเอเชียดำเนินนโยบายการเงินที่ยากลำบาก แต่ยังคงเชื่อว่าธนาคารกลางเอเชียจะไม่เร่งรีบดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดในเร็วๆ นี้ภายใต้การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังคงต้องอาศัยพึ่งพิงการใช้จ่ายภาครัฐและการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อน
โนมูระ คาดว่าประเด็นการลงทุน (Investment Theme) จากนี้ไปจะย้ายไปยังธีมสินทรัพย์ (Asset Themes) มากกว่าเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Economy Themes) ที่จะได้รับผลกระทบจากการลดลงของอัตราผลตอบแทน (Margin) เนื่องจากภาระต้นทุนที่สูงขึ้น (Higher Input Costs) ภายใต้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงกำลังจะเปลี่ยนจากมุมมองเป็นบวก เป็นดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ และคาดว่าความผันผวนปี 2553 จะเพิ่มสูงขึ้นจากการ Rebalance of Global Economy ส่วนสัปดาห์นี้คาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่เป็นบวกจะมาจากรายงานอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาส 3 ปี 2552 ของออสเตรเลีย ที่คาดว่าจะเติบโต 0.9% จากไตรมาส 2 และธนาคารกลางฟิลิปปินส์คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม
ทั้งมาบตาพุดและการเมืองเป็นปัจจัยที่ยากต่อการควบคุม แม้ปัจจัยพื้นฐานดีก็คงเอาไม่อยู่...


คำถาม :
1. บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ โบรกเกอร์ญี่ปุ่น รายงานประจำสัปดาห์ Asia Conviction List และคงคำ
แนะนำ เลือกลงทุนเป็นรายหลักทรัพย์เน้นกลุ่มใด
2.ธนาคารกลางเอเชียยังคงไม่เร่งรีบดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดในเร็วๆ นี้ภายใต้การเติบโตทาง
เศรษฐกิจที่ยังคงต้องอาศัยพึ่งพิงปัจจัยใด
3.โนมูระ คาดว่าประเด็นการลงทุน (Investment Theme) จากนี้ไปจะย้ายไปยังธีมสินทรัพย์ (Asset
Themes) มากกว่าเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Economy Themes) ที่จะได้รับผลกระทบจากการลดลงของ
อัตราผลตอบแทน (Margin) เนื่องจากเหตุใด

ที่มา : http://money.impaqmsn.com/content.aspx?id=19578&ch=227

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ราคาทองฉุดไม่อยู่ เศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น

จัดทำโดย : นางสาวบุศรินทร์ เทวาดิเทพ
เลขทะเบียน : 4902100037
เรื่อง : ราคาทองฉุดไม่อยู่ เศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น

“จิตติ” นายกสมาคมค้าทองคำ ระบุทองปรับตัววันเดียว 4 ครั้ง 200 บาท เหตุเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัวทำให้ความต้องการทองคำสูงขึ้น แนะนักลงทุนติดตามข้อมูลข่าวสารใกล้ชิด ด้านต่างประเทศระบุเหตุทองโลกพุ่งจากอัตราว่างงานต.ค.สหรัฐฯสูงเกิน 10%เมื่อวันที่ 9 พ.ย. นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาทองคำว่า ขณะนี้ราคาทองคำในตลาดโลกได้ปรับขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง โดยราคาอยู่ที่ 1,105 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ทำให้สมาคมค้าทองคำต้องปรับราคาขายทองคำเฉพาะวันนี้ไปแล้วครั้ง 4 รวม 200 บาท โดยราคาปิดตลาด ทองคำแท่งราคาขายออกอยู่ที่บาทละ 17,500 บาท รับซื้อที่ 17,400 บาท ส่วนราคาทองคำรูปพรรณ ขายออกบาทละ 17,900 บาท และรับซื้อที่ 17,145.96 บาท นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า สำหรับราคาทองคำในตลาดโลก ที่แตะ 1,105 ดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าไม่เกินกว่าที่คาดไว้ เพราะก่อนหน้านี้ ได้ประเมินว่า ราคาทองคำจะแตะ 1,120 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่อาจจะเห็นตัวเลขดังกล่าวได้ภายในเดือนนี้ ซึ่งถือว่าปรับตัวขึ้นค่อนข้างเร็ว สาเหตุสำคัญเพราะเศรษฐกิจโลกที่ไม่ฟื้นตัว ทำให้มีความต้องการทองคำในระดับสูง “วันนี้ไม่มีคนมาขายทอง คาดว่าเป็นเพราะก่อนหน้านี้ได้นำมาขายจนเกือบหมดแล้ว และอาจจะมีอีกส่วนหนึ่งที่คาดว่าราคาทองคำยังสูงขึ้นได้อีก แต่ถึงยังไงก็ขอย้ำให้ผู้ที่สนใจต้องระวังและติดตามข้อมูลข่าวสารให้มากขึ้น เพราะยิ่งราคาแพงเท่าไร ความเสี่ยงก็มีมากขึ้นเช่นกัน” นายจิตติ กล่าว ด้านสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กพุ่งขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อเก็งกำไรเพราะเชื่อว่าอัตราว่างงานเดือนต.ค.ของ สหรัฐที่พุ่งขึ้นเหนือระดับ 10% จะกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีก ซึ่งอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจะกดดันสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯให้อ่อนแอลง แต่จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดทองคำ

คำถาม :
1. สาเหตุสำคัญที่ทำให้ ราคาทองปรับสูงขึ้นเพราะเหตุใด
2. อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจะกดดันสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯให้อ่อนแอลง จะส่งผลต่อตลาดทองคำอย่างไร
3.ต่างประเทศให้สาเหตุที่ทำให้ราคาทองคำโลกสูงขึ้นเพราะเหตุใด

แหล่งที่มา : www.thairath.co.th/content/eco/45641

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/52 และแนวโน้มปี 2552 – 2553

จัดทำบทความโดย นางสาว จิรัญญา เกษรสุคนธ์
เลขทะเบียน 4902100028
เรื่อง ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/52 และแนวโน้มปี 2552 – 2553



เศรษฐกิจไทยไตรมาสสามปี 2552 ปรับตัวดีขึ้นจาก 2 ไตรมาสที่ผ่านมา โดยหดตัวร้อยละ 2.8 จากที่หดตัวร้อยละ 7.1 และ 4.9 ในไตรมาสแรกและสองตามลำดับ เป็นการหดตัวน้อยที่สุดในรอบปี เมื่อรวม 9 เดือนแรกของปีหดตัวร้อยละ 5.0 โดยการใช้จ่ายครัวเรือน การลงทุนเอกชน และการส่งออกปรับตัวดีขึ้น เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ได้รับการกระตุ้นจากมาตรการทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในประเทศ ประกอบกับปัญหาการเมืองภายในประเทศเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายลง ทำให้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยปรับตัวดีขึ้น
หากปรับปัจจัยฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวจากไตรมาสที่สองร้อยละ 1.3แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีการปรับตัวที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออก อัตราการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้น และอัตราการว่างงานลดลง
เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 คาดว่ามีแนวโน้มขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบปี โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลด้านบวกต่อการส่งออก การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายของครัวเรือน ตามการเพิ่มขึ้นของรายได้และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น มาตรการเร่งรัดการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี
ทั้งปี 2552 คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวร้อยละ 3.0 และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ -0.9 มูลค่าการส่งออกในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. คาดว่าจะลดลงร้อยละ 13.7 อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 1.7 และมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณร้อยละ 8.8 ของ GDP
การประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2553 คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 3.0 – 4.0 เป็นการขยายตัวภายใต้เงื่อนไขการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการรักษาความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจและการดูแลแก้ไขปัญหาการลงทุนภาคเอกชน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปร้อยละ 2.5 – 3.5 อัตราการว่างงานร้อยละ 1.4 และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดร้อยละ 5.3 ของ GDP โดยราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ในช่วง 75 – 85 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรล
การบริหารเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2553 ควรให้ความสำคัญดังนี้

(1) ขับเคลื่อนและผลักดันการลงทุนของภาคเอกชนให้สามารถเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความชัดเจนของกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเปิดกจการใหม่หรือขยายกิจการเดิม เพื่อช่วยให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มมาจากภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในระยะที่ 1 และแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
(2) ส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้ประโยชน์จากการลดภาษีสินค้าในตลาดอาเซียน จากการเปิดเสรีทางการค้าของอาเซียนที่จะเริ่มในเดือนมกราคม 2553 มากขึ้น รวมทั้งเร่งรัดการพัฒนาความเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์กับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสร้างโอกาสขยายกำลังการผลิตและขยายตลาดให้เชื่อมโยงได้ระหว่างอาเซียนเดิมและอาเซียนใหม่
(3) ประสานนโยบายการเงินและการคลังในการสร้างความมั่นใจให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง
ที่มา : http://www.moneychannel.co.th/MoneyChannel/สรปภาวะเศรษฐกจเดอน/tabid/59/newsid541/103080/Default.aspx

คำถาม.
1. เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวจากไตรมาสที่สองร้อยละเท่าไหร่
2. เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 คาดว่ามีแนวโน้มอย่างไร
3. การบริหารเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2553 ควรให้ความสำคัญเรื่องใดบ้าง

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ปัจจัยพื้นฐานของทองคำ

จัดทำบทความโดย นางสาว จิรัญญา เกษรสุคนธ์ เลขทะเบียน 4902100028
เรื่อง ปัจจัยพื้นฐานของทองคำ

เมื่อปี 2006 World Gold Council ได้มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับราคาทองคำ ได้พบว่า- ระยะยาว ราคาทองคำมีสัดส่วนความสัมพันธ์แบบ 1:1 กับเงินเฟ้อของสหรัฐ- ราคาทองคำ ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับเงินเฟ้อในส่วนอื่นๆของโลก- ความเบี่ยงเบนจากปัจจัยอื่น เช่น การเมือง ความเสี่ยงทางการเงิน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน อาจจะกินเวลาสั้นๆหรือเป็นปี แต่สุดท้าย ก็จะกลับมาอยู่ที่ความสัมพันธ์หลัก คือเงินเฟ้อสหรัฐเท่านั้นหมายความว่า หากเงินเฟ้อสหรัฐขยับ 1% ราคาทองคำจะขยับ 1% ด้วยและนั่นคือที่มา ที่นักวิเคราะห์ทั้งหลาย ทำนายว่า ทองคำมันจะไป 2000 เหรียญ หรือกว่านั้น เพราะเทียบจากอดีตเมื่อครั้งลอยแพมูลค่าทองคำจนถึงปัจจุบัน ทองคำมันควรจะพุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว
แล้วจริงหรือเปล่า? ทำไมสิ่งที่เห็นอยู่ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเงินเฟ้อเท่าไหร่เลย เห็นทองคำวิ่งตามดอลล่าร์บ้าง น้ำมันบ้าง จนเวียนหัวไปหมด งานวิจัยมันบอกชัดว่าความเบี่ยงเบนไม่เกี่ยว สุดท้ายเมื่อปัจจัยที่ทำให้ราคาเบี่ยงเบนนั้นจบลง มันก็จะกลับเข้ามาหาความเป็นจริง เพียงแต่ว่า ในมุมมองการลงทุนของเรา กลับต้องมาศึกษาไอ้ปัจจัยเบี่ยงเบนพวกนี้ เพราะคือตัวแปรสำคัญ ตราบเท่าที่ราคาทองคำ มันยังไม่เข้าหาความจริง ที่ 2000 เหรียญกว่าๆและการที่อเมริกาในช่วงนี้ เร่งพิมพ์แบงค์อย่างไม่เกรงอกเกรงใจประชาคมโลก ทำให้มีการคำนวณและป่าวประกาศราคาทองคำ 5000 เหรียญแทนซะแล้ว ปัจจัยเบี่ยงเบนราคาทองคำที่เราต้องรู้ใครๆก็พูดว่า ราคาทองคำมาจากปัจจัยคือดีมานด์การใช้งานจริง กับดีมานด์การลงทุน แต่นั่นมันปัจจัยพื้นฐานจริงๆ ที่ไม่มีมือมืดมาเกี่ยวข้อง คุณแปลกใจมั๊ยล่ะ ว่าทำไมราคาทองคำมันยังอยู่ห่างจากความเป็นจริงมากขนาดนั้น ใครพอจำได้ ทองคำ เคยโดนกดราคาลงถึงแค่ 256 เหรียญในปี 1999 the Central Bank Gold Agreement – CBGA นั่นเป็นเพราะมีภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้น เพราะทองคำถือเป็นศัตรูตัวฉกาจกับระบบการเงิน
นวัตกรรมใหม่ของสหรัฐ ความร่วมมือกันของเหล่าธนาคารกลางที่รวมหัว ประชุมกันที่กรุงวอชิงตันจึงเกิดขึ้น หัวเรือใหญ่ไม่ใช่ใครที่ไหน คือสหรัฐกับอังกฤษ ข้อตกลงร่วมกันที่ออกมารู้จักกันในชื่อ the Central Bank Gold Agreement – CBGA นั่นเองในปี 1999 นับเป็นจุดเริ่มต้นของข้อตกลงที่ว่า โดยธนาคารต่างๆมีโควตาในการขายทองคำไม่เกิน 400 ตัน ระหว่างปี 1999-2004 และข้อตกลงฉบับที่ 2 กำหนดไว้ที่ 500 ตันต่อปี
ระหว่างปี 2004-2009ราคาทองคำลดลงต่ำสุดในช่วงปี 1999 จากการที่อังกฤษ โดยนายกรัฐมนตรี กอร์ดอน บราวน์ ตัดสินใจขายทองคำออกมามากกว่าครึ่งหนึ่งของทองคำสำรองที่มีในคลัง นัยว่า เลิกใช้ทองคำเป็นทุนสำรอง ยกเลิกบทบาททองคำในฐานะทุนสำรอง ว่างั้น ทำให้ราคาทองคำรูดลงอย่างรวดเร็วจาก 300 กว่าเหรียญ เหลือ 250 กว่าเหรียญหลายปีต่อมา จากการกระทำอย่างต่อเนื่อง ตามข้อตกลง CGBA ทำให้ราคาทองคำซึมอยู่หลายปี แต่ความพยายามดังกล่าว มันเป็นการฝืนความจริง ในที่สุด ทองคำก็กลับมาทวงสิทธิ์ของตัวเองคืนThe Manipulation Of The Gold Marketเหล่าธนาคารกลางนำโดยสหรัฐ มีการจัดตั้งองค์กรที่ไม่ค่อยลับเท่าไหร่ เข้ามาดูแลราคาทองคำ ผ่านการซื้อขายทำธุรกรรมในตลาดทองคำ เหมือนอย่างพวกกองทุนเฮดฟันด์ทั้งหลายทำนั่นแหละ แต่วัตถุประสงค์ต่างจากเฮดฟันด์ คือไม่ได้เข้ามาหากำไร แต่เข้ามาควบคุมราคา ไม่ให้พุ่งเข้าหาราคาจริงตามเงินเฟ้อเร็วเกินไป
ซึ่งเรียกว่า The Manipulation Of The Gold Market พวกนี้แหละที่เราต้องแหยงในการลงทุนทองคำ เพราะจะเข้ามาทำลายอารมณ์กระทิงในตลาดทองคำเป็นระยะ
The Gold Anti-Trust Action Committee – GATAทางฝั่งผู้บริโภค ก็มีการตั้งองค์กรขึ้นมาในปี 1999 เช่นเดียวกัน
เรียกว่า The Gold Anti-Trust Action Committee – GATA เพื่อสนับสนุนและรับหน้าที่ต่อต้านการกระทำที่ไม่ถูกต้องเพื่อการครอบงำตลาดทองคำ ไม่ให้กำหนดราคาและทิศทางตลาดตามอำเภอใจ
ดีมานด์การใช้งานจริง ในแง่การลงทุนของพวกเรา จะหันกลับมาดูปัจจัยนี้ เมื่อราคามันหล่นลงมาหลังการปั่นขึ้นไปสูงๆแล้ว หรือเรียกว่า การปรับฐานใหญ่นั่นแหละ ปกติ ทุกปีจะมี 1 รอบ เรียกว่าเป็นวัฏจักรของราคาทองคำโดยมีช่วงเวลาขาลงอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายนโดยประมาณ ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนของฝรั่ง รวมถึงดีมานด์จากขาใหญ่อย่างอินเดีย ซึ่งเป็นชาติที่คลั่งใคล้ทองคำมากที่สุด ลดลงในช่วงนี้ ขณะที่ช่วงเดือนที่ราคาทองคำเป็นขาขึ้น จะเป็นช่วงราวเดือนตุลาคมไปจนถึงราวปลายเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงที่ทั่วโลกต่างก็ซื้อทองเพื่อใช้งานจริงทั้งนั้นช่วงการปรับฐานใหญ่ที่ว่านั้น ราคาจะหล่นลงมาจนกว่าผู้ซื้อทองคำเพื่อการใช้งานจริงๆจะพอใจและมีแรงซื้อกลับเข้ามามาก พวกนักลงทุนจึงจะมั่นใจ และไล่ราคาขึ้นไปเล่นกันที่สูงๆต่อ เท่ากับว่า ดีมานด์การใช้งานจริงนี้ คือตัวกำหนดราคาฐานที่แข็งแกร่งนั่นเอง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาก็ขยับสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพราะความไม่สมดุลระหว่างซัพพลายและดีมานด์
ผลผลิตจากเหมืองที่ลดลงเรื่อยๆ แหล่งผลิตเก่ากำลังการผลิตตก ขณะที่แหล่งผลิตใหม่ๆเกิดขึ้นน้อย- ความต้องการทองคำจากประเทศจีน และอินเดีย ที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นจนซัพพลายไม่เพียงพอ 2 ประเทศนี้ ประชากรรวมกันหลายพันล้านคน หากคิดเหมือนกันว่าอยากได้อะไร คงไม่ต้องบอก ว่าของที่ต้องการนั้น จะขาดแคลนไปในทันทีความต้องการใช้งานจริง ไม่ใช่เป็นตัวแปรที่ทำให้ราคาผันผวน เพราะสามารถกะเกณฑ์ได้ครับ ไอ้ที่ทำให้ผันผวนคือปัจจัยต่อไปดีมานด์ความต้องการลงทุน
ในฐานะที่ทองคำ มีบทบาทเป็นเงินอีกสกุลที่มีเสถียรภาพมาก ความต้องการใช้งานจริง จะมีผลต่อราคาทองคำเป็นวัฏจักรครับ แต่ตัวขับเคลื่อนหลักในเวลานี้ ต้องบอกว่า คือ ความต้องการในการลงทุนมากกว่า ยิ่งราคาทองคำสูง ความต้องการใช้งานจริงมีแต่จะลดลง ขณะที่ความต้องการสำหรับเพื่อการลงทุนกลับเพิ่มขึ่นเรื่อยๆ กลุ่มที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แบ่งได้ 3 กลุ่ม
NON COMMERICAL เป็นกลุ่มสถาบันการเงิน หรือ พวกนักเก็งกำไร หรือกองทุนขนาดใหญ่ พวกนี้เข้ามาตลาดเมื่อไหร่ จะเป็นตัวกำหนดราคาและสร้างความผันผวนในตลาดได้มากครับ เมื่อพวกนี้เข้ามาเมื่อไหร่ ปลาซิวปลาสร้อยอย่างพวกเรา ต้องรีบโดดเข้า และเตรียมโดดออกตามให้ทัน
COMMERCIAL เป็นกลุ่มผู้ผลิต ที่เข้ามาขายกันความเสี่ยงในตลาดล่วงหน้า ซึ่งจะเป็นผู้ขายออก หรืออยู่ตรงข้ามกับนักเก็งกำไรนั่นแหละ พวกนี้ เมื่อไหร่ที่เริ่มซื้อสัญญากลับหรือไม่ค่อยขายเข้ามา ก็เป็นสัญญาณว่า ราคากำลังจะขึ้นแล้ว
NON REPORTABLE พวกนี้คือปลาซิวปลาสร้อยอย่างพวกเรานี่แหละครับ
ปัจจัยความต้องการเพื่อการลงทุนนี้ จะอ่อนไหวกับทิศทางตลาดโดยรวมค่อนข้างมาก โดยในปัจจุบัน ทิศทางของปัจจัยนี้ ถูกกำหนดโดย
นโยบายของเฟด หรือ ธนาคารกลางสหรัฐ เป็นส่วนสำคัญมากที่สุด ทั้งในเทอมดอกเบี้ยและนโยบายที่มีต่อเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกวัน มาตรการผ่อนคลายทางการเงินของสหรัฐ หรือพูดอีกทางคือ พฤติกรรมใช้จ่ายเกินตัวที่ไม่ละ กำลังค่อยๆโผล่ออกมา เหมือนบ้านที่ไม่เคยกวาดสิ่งสกปรกออกจากบ้าน เอาแต่กวาดซุกใต้พรมแล้วนั่งทับไว้ จนตอนนี้ พรมคงปูดเป็นภูเขาลูกใหญ่แล้วคนนั่งทับ ก็กำลังนั่งง่อนแง่นอยู่บนยอด ทำเป็นไม่สนใจสิ่งหมักหมนที่อยู่ใต้พรม
ความรุนแรงทางการเมืองโลก จากการที่สหรัฐวางตัวเป็นเจ้าโลกและคุกคามประเทศอื่นๆที่ไม่ยอมตนเอง เพื่อเข้าไปยึดครอบครองทรัพยากรของประเทศอื่น ระเบิดเวลาที่ทิ้งไว้หลายจุดทั่วโลก ทั้งอิสราเอล อัฟกานิสถาน อิรัก อิหร่าน และอีกหลายประเทศ อีกไม่นานคงได้ประทุรุนแรง

นวัตกรรมทางการเงิน ตามแนวทางสหรัฐ เวลานี้กำลังย้อนกลับมาเล่นงานผู้คิดค้น ทั้งกรณีฉีกข้อตกลงเบรตัน วูดส์ พิมพ์แบงค์ใช้ไม่อั้น อนุพันธ์ทางการเงินเพื่อสร้างเม็ดเงินอย่างไร้ขีดจำกัดเช่นกรณีซัพไพร์ม การเปิดเสรีทางการเงินรวมทั้งบีบทั้งปลอบให้ประเทศอื่นเชื่อทำตาม การสร้างระบบเก็งกำไร เหล่านี้ล้วนช่วยสร้างเศรษฐกิจสหรัฐให้ขึ้นมาอยู่ชั้นแนวหน้าพร้อมๆกับการเผชิญความเสี่ยงมหันต์ที่ตามเป็นเงามานาน และกำลังเริ่มแผลงฤทธิ์อีกครั้ง ราคาน้ำมันถีบตัวขึ้นสูง รวมถึงโภคภัณฑ์ต่างๆและทองคำ คือตัวแทนเงามืดที่ตามสหรัฐมานานนั่นเองปูพื้นฐานปัจจัยพื้นฐานกันแล้ว งวดต่อไปคงเริ่มเข้าเรื่องสิ่งที่พวกเรารอ คือปัจจัยเทคนิคเสียที ใครอ่านความเห็นผมมาตลอด อาจเคยเห็นผมเขียนไว้เสมอว่า
“ปัจจัยพื้นฐาน เป็นตัวบอกว่า ราคาจะไปทางไหน ส่วนปัจจัยเทคนิค จะบอกว่า จะไปได้แค่ไหน”
ที่มา: http://www.thaigold.info/th/lesson/975--2-.html
คำถามท้ายเรื่อง
1. สหรัฐอเมริกาและอังกฤษมีข้อตกลงร่วมกันรู้จักกันในชื่อว่าอะไร
2. The Gold Anti-Trust Action Committee – GATA จัดตั้งขึ้นเพื่ออะไร
3. ดีมานด์ความต้องการลงทุนแบ่งเป็นกี่กลุ่ม มีอะไรบ้าง